ความเชื่อ > การกระทำ > ความสำเร็จ

บทความโดย : โอ้

เมื่อ “ความเชื่อ” เป็นมากกว่าคำว่า “งมงาย” พวกเราอาจจะไม่รู้ตัวกันว่าในทุก ๆ วัน เราต่างก็ใช้ “ความเชื่อ” กันแบบออโตเมติคในวิถีชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ แล้วฉันไปใช้ความเชื่อตอนไหนกันนะ?

credit : https://www.pexels.com/photo/adult-background-beach-blue-296282/

ทำความเข้าใจกันก่อนว่าในบทความนี้เราจะไม่ได้มาพูดถึงความเชื่อในทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เราจะพูดถึงความเชื่อในความหมายที่กว้างกว่านั้น

ก่อนอื่นขอให้นิยามของคำว่า “ความเชื่อ” ก่อน ความเชื่อ คือ ความแน่ใจในสิ่งสิ่งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ยังมองไม่เห็น ขอขีดเส้นใต้คำว่า “ยังมองไม่เห็น” เพราะถ้าเห็นแล้ว เราไม่จำเป็นต้องใช้ความเชื่อ และในที่นี้ใช้คำว่า “ยัง” มองไม่เห็น ซึ่งไม่ได้แปลว่ามองไม่เห็นแบบถาวร แค่รอคอยเวลาที่วันหนึ่งจะได้มองเห็น

credit : https://www.pexels.com/photo/close-up-portrait-of-human-eye-322070/

ทุกครั้งที่เราตัดสินใจซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์ เราจำเป็นจะต้องใช้ความเชื่อว่าคนขับจะไม่พาเราไปประสบอุบัติเหตุ เราจึงตัดสินใจไปกับพี่วิน ทั้ง ๆ ที่ความเป็นก็ไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกครั้งที่ตัดสินใจจะทานอาหารสักร้านที่ไม่เคยทาน เราจำเป็นจะต้องใช้ความเชื่อว่าเชฟที่ทำอาหารในร้านจะทำออกมาถูกปากเรา จะเทคคอร์ส จะเรียนอะไร ที่ไม่เคยเรียนมาก่อน จะต้องใช้ความเชื่อว่าที่แห่งนั้นจะทำให้เราเก่งขึ้นได้ ก่อนจะยอมควักเงินจ่ายค่าเรียนไป

credit : https://www.pexels.com/photo/photo-of-man-riding-motorcycle-1430931/

ทุกอย่างที่เราคาดหวัง แต่ยังมองไม่เห็น เราจำเป็นจะต้องใช้ความเชื่อก่อนการตัดสินใจ จนกว่าเราจะประสบพบเจอกับตัว จนเป็นที่ประจักษ์แล้ว ค่อยเลิกใช้ความเชื่อกันไป

credit : https://www.pexels.com/photo/animal-animal-photography-barbaric-big-561870/

ด้วยความที่เราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เราคงไม่สามารถยืนยันได้ด้วยหลักการอะไรว่า “ความเชื่อ” จะนำพาให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ แต่บ่อยครั้งที่เราสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วย “ความเชื่อ” ในบทความนี้เราขออนุญาตแนะนำเคล็ดลับที่เป็นรูปธรรมว่าคนเราจะสามารถใช้ความเชื่อได้อย่างไร ซึ่งขอแนะนำสองอย่างละกัน

อย่างแรก… “Visualization”

Visualization (n.) แปลว่า “การทำให้เห็นภาพ” เราใช้ความเชื่อกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา ดังนั้นเราจึงจะต้องทำให้สิ่งนั้นมองเห็นได้ด้วย “ตาใจ” ของเรา เราะจใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้เห็นออกมาเป็นภาพ เช่น การจินตนาการ, การเขียน, การวาดภาพ หากเราเห็นภาพในหัวได้แล้ว นั่นคือความเชื่อ และความเชื่อนำมาซึ่งการลงมือทำ เพื่อมุ่งไปยังภาพ ๆ นั้น

ยกตัวอย่างเช่นหากเราตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนัก เผื่อจะมีรูปร่างที่ผอม สวย การกำหนดตัวเลขน้ำหนัก รอบเอว สัดส่วน อาจจะไม่ดีเท่ากับการเซฟรูปดาราหรือนางแบบหุ่นดี ๆ ไว้ในโทรศัพท์มือถือหรือปรินท์รูปแปะที่หัวเตียง แล้วนำมาดูเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายและกินคลีนทุกวัน

credit : https://www.pexels.com/photo/woman-wearing-pink-sports-bra-and-black-draw-string-pants-196640/

อย่างที่สอง… “Simulation”

Simulation (n.) แปลว่า “การจำลอง” คือนอกจากจะเห็นเป็นภาพแล้ว ถ้าเราสามารถทำการซักซ้อมแบบเสมือนจริงได้ การใช้ความเชื่อยิ่งเกิดประสิทธิภาพ อย่างเช่นดาราบางคนซ้อมรับรางวัลและกล่าวคำขอบคุณโดยการซ้อมถือขวดแชมพูในห้องน้ำ วันหนึ่งเขาก็สามารถขึ้นไปรับรางวัลได้จริง

credit : https://www.pexels.com/photo/man-standing-while-raising-his-hand-763214/

ด้วยความที่เรียนสายสังคมมา ผู้เขียนเองก็คงไม่อาจจะกล่าวอ้างหลักการวิทยาศาสตร์ใด ๆ มาอธิบายได้ว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นได้จริง แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวก็เคยหัดเล่นกีตาร์กับไม้กวาดเหมือนกัน จนวันหนึ่งที่มีกีตาร์เป็นของตัวเองแล้ว ก็สามารถเล่นกีตาร์เป็นได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ดาราบางคนซ้อมรับรางวัลและกล่าวคำขอบคุณโดยการซ้อมถือขวดแชมพูในห้องน้ำ วันหนึ่งเขาก็สามารถขึ้นไปรับรางวัลได้จริง

สุดท้ายนี้ขอแก้ความเข้าใจผิดของใครหลาย ๆ คนที่คิดว่าการมีความเชื่อ หมายถึงไม่ต้องลงมือทำ นี่เป็นความคิดที่ผิด เพราะลำดับที่ถูกต้องคือการมีความเชื่อก่อน แล้วจึงนำไปสู่การลงมือทำอย่างเต็มที่ ถ้าหากขาดการลงมือทำนั่นแปลว่าเขาไม่ได้ใช้ความเชื่อจริง ๆ

credit : https://www.pexels.com/photo/action-adult-board-boy-442585/

“ความเชื่อ” นำมาสู่ “การกระทำ”
“การกระทำ” สะท้อน “ความเชื่อ”

ความเชื่อ > การกระทำ > ความสำเร็จ

โอ้

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ของ “เรียนรู้ไปด้วยกันนะ” ได้ที่

YouTube : https://bit.ly/2PpkbZu

Website : http://justlearntogether.com/

IG : kanziri

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *